ดอลลาร์จะไปทางไหน

  ควันหลงจากเดือนที่แล้ว ที่ผมเตือนเรื่องการซื้อ/ขายทอง ตอนนี้ราคาทองคำก็ปรับตัวลดลงมาอย่างมาก ควันหลงจากเดือนที่แล้ว ที่ผมเตือนเรื่องการซื้อ/ขายทอง ตอนนี้ราคาทองคำก็ปรับตัวลดลงมาอย่างมาก ผมก็เพียงหวังว่าทุกๆ ท่าน ที่เข้าไป trade น่าจะเอาตัวรอดได้นะครับ มาเข้าเรื่องของเราดีกว่า เดือนนี้ก็อยากจะเล่าเรื่องอัตราแลกเปลี่ยนกันบ้าง ค่าของเงินดอลลาร์ที่ปรับตัวสูงขึ้น ทะลุระดับ 31 บาท/ดอลลาร์ นำพามาซึ่งคำถาม และความหวั่นไหวของผู้มีส่วนได้ส่วนเสียมาเป็นอย่างมาก

    ในส่วนที่หวั่นไหว ก็มีหลายพวก อาทิเช่น พวกตกรถไฟ มีความต้องการในการซื้อดอลลาร์ แต่ทว่ารีรอไม่ได้ซื้อตอนต่ำกว่า 30 บาท หรือเป็น พวกนักลงทุนในตลาดหุ้น เพราะกลัวว่าหุ้นไทยจะปรับตัวลง (ตอนนี้ก็คงไม่ต้องกังวลเพราะดัชนีทะลุ 1,000 จุดลงไปแล้ว) และเริ่มกังวลเรื่องใหม่ว่า จะไปถึงไหน หรือก็อาจจะเป็น ผู้ส่งออกบางราย ที่ไป Lock in ดอลลาร์เอาไว้ที่ราคาเตี้ยๆ และคำถาม (ยอดฮิต) ก็คือ trend ดอลลาร์ จะกลับไปแข็งค่าใช่หรือไม่ ผมก็อยากจะแสดงความเห็นเป็นข้อๆ ไปเลยนะครับ

    ประเด็นแรก ผมคิดว่าเป็นการเร็วเกินไปที่บอกว่า trend ของดอลลาร์เปลี่ยนการปรับตัวของดอลลาร์ครั้งนี้ ผมมองว่าเป็นการปรับตัวทางด้าน technic เสียมากกว่า หลังจากที่มีค่าลดลงมาโดยตลอด บางท่านหรือบางกระแสก็บอกว่ามันเป็นเพราะ 'ความขาดแคลน' ของดอลลาร์ในตลาดโลก เนื่องมาจากมี demand ของดอลลาร์มากขึ้น เนื่องจากความเชื่อมั่นใน EU ซึ่งหมายรวมถึงเงินยูโรเสื่อมลง ซึ่งก็มีความเป็นไปได้ แต่ผมจะไม่ discuss ในเรื่องนี้ให้มากไปกว่านี้ เพราะมันไม่มีประโยชน์อะไรสู้มองไปข้างหน้าดีกว่า หากมองให้รอบ คราวนี้ดอลลาร์ปรับตัวสูงขึ้นเมื่อเทียบกับเงินสกุลทุกสกุลมากบ้าง น้อยบ้าง อาทิเช่น AUD ก็ปรับตัวลดลงเมื่อเทียบกับเงินดอลลาร์หล่นลงมาต่ำกว่า parity หลังจากทะยานขึ้นไปสูงมากเป็นประวัติศาสตร์ของ Aussie เลย หรือเช่นเมื่อเทียบกับเงินอื่นๆ ในภูมิภาค เช่น วอนเกาหลี (พวกซื้อกองทุนเกาหลีคงต้องตามนิดหน่อยนะครับ) หรือดอลลาร์สิงคโปร์ รูปีอินเดีย เป็นต้น

       ประการที่สอง แล้วมันจะกลับลงมาใหม่ไหม คำตอบก็คือคงไม่ใช่ในเร็ววัน มองกันถึงสิ้นปี 2011 ก็พอ ดอลลาร์น่าจะมีค่าสูงกว่า 30 บาท จนถึงสิ้นปี ส่วนด้านบนคาดเดายาก แต่ 32 บาทน่าจะเห็น ส่วนจะไป 'touch' แล้วลงหรือค้างอยู่ตรงนั้น ยังยากที่จะคาดเดาได้ ข้อวิเคราะห์ของผม ก็คือ move นี้ดูได้ยากมากเพราะพื้นฐาน ของอเมริกา ยุโรป ไม่ดีเลย และเอเชียของเรา (ไม่รวมญี่ปุ่น) ก็ยังดีอยู่มาก และได้รับผลกระทบจากวิกฤติเศรษฐกิจใน 2 ภูมิภาคไม่มากนัก

        ประการที่สาม แล้วหุ้นล่ะ จะกลับไปทะลุ 1,000 ขึ้นได้ไหม คำตอบ ก็คือ เหมือนข้อ 2 คือ คงไม่ใช่ในเร็ววัน หุ้นไทย (รวมถึงอินโดนีเซีย ฟิลิปปินส์ ; TIP) ควรจะต้องปรับฐานมานานพอควรแล้ว (Longtime Overdue for Correction) ดังนั้น หากจะให้หุ้นกลับไปดีเหมือนเดิมคงต้องลงอีกสักระยะหนึ่ง ส่วนจะเป็นเท่าไรให้ไปถามบรรดาเซียนหุ้นเอาเองนะครับ มีการวิเคราะห์กัน (ผมไม่ได้ร่วมด้วย เพียงแต่ได้ยินมา) ว่าตลาดจะเล่นเรื่อง 'ความขาดแคลน' เงินดอลลาร์ไปอีกระยะหนึ่ง จนถึงจุดที่ Fed คิดว่ามันเข้าทางของ Fed พอที่จะออก QE3 อันนี้เอามาเล่าสู่กันฟังนะครับ

        สำหรับผมออกจะเฉยๆ ส่วนที่ผมไม่เฉย ก็คือ 1. Capital Flow ยังคงมีอิทธิพลต่อราคาของสินทรัพย์ต่อไป หรือจะพูดสลับกันว่าราคาสินทรัพย์ยังคงมีอิทธิพลต่อ Capital Flow ก็ได้ ถูกทั้งคู่ 2.ราคาสินทรัพย์ที่ถูกมากๆ ในอเมริกาย่อมดึงดูดให้เงินกลับไปซื้อ และ 3.ก็หมายถึงค่าของเงินดอลลาร์ที่จะมีค่าสูงขึ้น อย่างน้อยก็ในระยะสั้น ผมมีดัชนีส่วนตัวอันหนึ่งในการมองเศรษฐกิจอเมริกา (อันนี้ส่วนตัวจริงๆ ไม่มีเหตุผลทางเศรษฐศาสตร์อะไรทั้งสิ้น ดังนั้น ขอให้ใช้วิจารณญาณ) คือ ดัชนีแอ๊ปเปิ้ลในช่วง 1 ปีที่ผ่านมา ผมตามราคาหุ้นของแอ๊ปเปิ้ลท่ามกลางกระแสข่าวร้ายถล่มอเมริกา หุ้นแอ๊ปเปิ้ลราคาลงมาน้อยมาก หนำซ้ำตอนนี้ก็ถือว่าเป็นหุ้น Bluechips (ตัวจริง) ที่น่าจะแพงติดอันดับ (ประมาณหุ้นละกว่า 400 ดอลลาร์บวกลบ) ผมตามราคาหุ้นทุกวัน และหากยังขึ้นไปเรื่อยๆ ก็คงจะหมายถึงการฟื้นตัวของเศรษฐกิจของอเมริกา และอีกตัวหนึ่งที่น่าจะเป็น trigger ให้ดอลลาร์กลับ trend ก็คือ เงินเฟ้อ เมื่อไรก็ตามตลาดเริ่มพูดถึง เงินเฟ้อในอเมริกา (แค่เริ่มพูดก็เพียงพอแล้ว) เมื่อนั่นแหละเตรียมตัวได้เลย

         สุดท้ายแล้วเราจะเอาเงินไปทำอะไรดี อเมริกา ยุโรป ก็ไม่ดี ทองก็ผันผวนมาก หุ้นก็ลง ผมคิดว่าการจัดสรรเงินเพื่อการลงทุนนั้น ควรต้องมองระยะเวลานานเป็นปี ไม่ใช่เป็นเดือนหรือเป็นวัน หากมองอย่างนั้น เอเชียก็มีศักยภาพมากที่สุด ดังนั้น การลงทุนในเอเชียน่าจะให้ผลตอบแทนที่ดี เสี่ยงน้อย และมีความผันผวนในระดับที่พอรับได้ ส่วนจะเป็นหุ้น ทอง อสังหาริมทรัพย์ หรืออื่นๆ เป็นเท่าไร คำตอบของผมตรงๆ (และไม่ได้กวน) ก็คือ ตามใจคุณ

          แต่ประเด็นสำคัญ ก็คือ ให้มองถึง สภาพคล่อง (liquidity) ราคา (price) และ การส่งมอบ (Settlement) ให้ดี เหมาะสมกับ บุคลิกความเสี่ยง (Risk Characteriske) ของตัวเอง แล้วจะรอดปลอดภัยครับ 

รูปภาพที่เกี่ยวข้อง

ติชม


ต้องการให้คะแนนบทความนี้่ ?

สร้างโดย :


apisak23

สถานะ : ผู้ใช้ทั่วไป
เครื่องมือกลและซ่อมบำรุง